ค่าจ้างที่ปรึกษาการตลาดในไทย 2569 คิดยังไง ราคาเท่าไหร่ และ คุ้มไหม

ค่าจ้างที่ปรึกษาการตลาดในไทย 2569 คิดยังไง ราคาเท่าไหร่ และ คุ้มไหม

จ้างที่ปรึกษาการตลาด

เอาจริงๆ ตลาดที่ปรึกษาการตลาดในไทยมันไม่มี “ราคากลาง” ไม่เหมือนซื้อสินค้าที่มีป้ายราคาชัดเจน ที่ปรึกษาแต่ละคนคิดราคาต่างกัน scope งานต่างกัน วิธีทำงานก็ต่างกัน เจ้าของธุรกิจที่ไม่เคยจ้างมาก่อนจะสับสนเป็นเรื่องปกติ แต่ก็ไม่ควรต้องอายที่จะต้องถามเรื่องราคานะครับ เพราะมันคือสิทธิ์ของคนจ่ายเงินที่จะรู้ว่าจ่ายไปกับอะไร ผมเลยอยากเขียนเรื่องนี้ให้ชัดที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากประสบการณ์ที่ผมเห็นทั้งในฐานะที่ปรึกษาเอง และในฐานะคนที่เคยจ้างที่ปรึกษาคนอื่นเข้ามาช่วยงานด้วย

จ้างที่ปรึกษาการตลาด
จ้างที่ปรึกษาการตลาด

ทำไมค่าจ้างที่ปรึกษาการตลาดถึงต่างกันมากขนาดนี้

ก่อนจะไปถึงตัวเลข ผมอยากอธิบายว่าทำไมมันถึงต่างกันเยอะ เพราะถ้าเข้าใจตรงนี้แล้ว จะตัดสินใจเรื่องราคาได้ง่ายขึ้นมาก

1. scope ของงานไม่เหมือนกัน
ที่ปรึกษาคนหนึ่งอาจเสนอแค่การ audit ระบบการตลาดแล้วส่งรายงานมาชุดเดียว อีกคนเสนอ audit พร้อมวางแผนกลยุทธ์การตลาดสามเดือน พร้อม workshop สอนทีม พร้อม monthly review ราคาต่างกันเป็นเท่าตัวก็ไม่แปลก เพราะปริมาณงานมันต่างกันจริงๆ ผมเจอเจ้าของธุรกิจบ่อยมากที่เทียบราคาจากตัวเลขหน้าปกโดยไม่ได้ดูว่าแต่ละที่เสนออะไรมาบ้าง

2. ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของที่ปรึกษา
ที่ปรึกษาที่ทำงานมาสิบห้ายี่สิบปีกับที่ปรึกษาที่เพิ่งเริ่มทำมาสองสามปี ราคาจะต่างกัน ไม่ใช่เพราะคนหนึ่งดีกว่าอีกคนเสมอไป แต่เพราะประสบการณ์ที่สะสมมามันมีมูลค่า คนที่เคยเจอ case หลายร้อย case มักจะวินิจฉัยปัญหาได้เร็วกว่า แก้ได้ตรงจุดกว่า ทำให้ลูกค้าประหยัดเวลาและเงินมากกว่าในระยะยาว

3. ขนาดของธุรกิจลูกค้า
การทำงานให้บริษัทที่มียอดขายปีละร้อยล้านกับร้านเล็กๆ ที่มียอดเดือนละสองแสน ความซับซ้อนต่างกัน ข้อมูลที่ต้องดูต่างกัน จำนวนช่องทางการตลาดที่ต้องวิเคราะห์ก็ต่างกัน ค่าจ้างที่ปรึกษาการตลาดจึงต้องสะท้อนความซับซ้อนของงานด้วย

4. ชื่อเสียงและ track record
ที่ปรึกษาบางคนมีชื่อเสียงในวงการ เคยเป็นวิทยากรให้องค์กรใหญ่ มีผลงานที่พิสูจน์ได้ ราคาก็จะสูงกว่า ผมไม่ได้บอกว่าราคาแพงดีกว่าเสมอ แต่ต้องยอมรับว่า track record มันมีน้ำหนักในการตัดสินใจครับ

 

รูปแบบการคิดค่าบริการที่พบในตลาดไทยปี 2569

ผมแบ่งจากสิ่งที่เห็นจริงในตลาดนะครับ มีอยู่สี่รูปแบบหลักๆ

1. คิดเป็นรายโปรเจกต์
เหมาะกับงานที่มีขอบเขตชัดเจนและมีจุดเริ่มต้นจุดสิ้นสุด เช่น audit ระบบการตลาดทั้งหมดแล้วส่งรายงานพร้อมแผน หรือวางแผนกลยุทธ์การตลาดสำหรับ launch สินค้าใหม่ หรือช่วย rebrand ทั้งระบบ รูปแบบนี้ผมเห็นในตลาดไทยปี 2569 อยู่ที่ประมาณสามหมื่นถึงสามแสนบาทต่อโปรเจกต์ ขึ้นอยู่กับขนาดงาน โปรเจกต์ audit เล็กๆ อาจเริ่มที่สามหมื่นถึงห้าหมื่น แต่ถ้าเป็นการวางแผนกลยุทธ์การตลาดทั้งระบบให้บริษัทขนาดกลาง อาจถึงสองแสนถึงสามแสนได้

ผมเคยทำโปรเจกต์ audit ให้ธุรกิจขายเครื่องสำอางออนไลน์เจ้าหนึ่ง ใช้เวลาสามสัปดาห์ในการดูข้อมูลทั้งหมด ตั้งแต่ Google Analytics ไปจนถึงโครงสร้างค่าใช้จ่ายด้าน ads ทั้งหมด ส่งรายงานสามสิบหน้าพร้อมแผนปฏิบัติการ สิ่งที่เจ้าของได้กลับไปคือเห็นชัดเจนว่าเงินรั่วตรงไหน ช่องทางไหนคุ้มค่า ช่องทางไหนควรหยุด แค่ปรับตามรายงานก็ประหยัดงบ ads ได้เกือบสามสิบเปอร์เซ็นต์ภายในเดือนแรก

2. คิดเป็นรายเดือนแบบ retainer
เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการให้ที่ปรึกษาประกบทีมอย่างต่อเนื่อง มีการประชุมทุกสัปดาห์หรือทุกสองสัปดาห์ ดูตัวเลข ปรับแผน ให้คำแนะนำเรื่อยๆ เรทที่ปรึกษาการตลาดแบบ retainer ในตลาดไทยปี 2569 อยู่ที่ประมาณสองหมื่นถึงหนึ่งแสนห้าหมื่นบาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับจำนวนชั่วโมงและ scope ที่ตกลงกัน

ผมทำงานแบบ retainer กับลูกค้าหลายราย บางรายอยู่ด้วยกันเป็นปี เพราะการตลาดมันไม่ใช่สิ่งที่ทำครั้งเดียวแล้วจบ ตลาดเปลี่ยน คู่แข่งเปลี่ยน พฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยน แผนที่วางไว้ต้องปรับตลอด ข้อดีของ retainer คือที่ปรึกษาจะเข้าใจธุรกิจลึกขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต้องเสียเวลาอธิบายซ้ำ ข้อเสียคือเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ต้องจ่ายต่อเนื่อง บางช่วงที่ไม่มีอะไรต้องปรับมากก็อาจรู้สึกว่าไม่ค่อยคุ้ม ตรงนี้ต้องตกลงกันให้ชัดตั้งแต่แรกว่า deliverable แต่ละเดือนคืออะไร

ผมมี case ที่น่าสนใจ เป็นธุรกิจขายสินค้าแม่และเด็กออนไลน์ เจ้าของเริ่มจ้างผมแบบ retainer ตอนแรกเราเน้นปรับโครงสร้าง ads ทั้งหมดเพราะรั่วเยอะ เดือนที่สองเริ่มวางแผน content strategy ใหม่ เดือนที่สามเข้าไปดูเรื่อง SEO กับเว็บไซต์ ทุกเดือนมีเรื่องให้ทำเพราะพอปรับจุดหนึ่งแล้วก็เห็นจุดถัดไปที่ต้องแก้ พอเดือนที่เจ็ดทุกอย่างเข้าที่ ทีมเริ่มทำเองได้ ผมก็เปลี่ยนเป็นนัดคุยเดือนละครั้งแทน ค่าบริการก็ลดลงตามสัดส่วนเวลาที่ใช้ แบบนี้ยุติธรรมสำหรับทั้งสองฝ่ายครับ

3. คิดเป็นรายชั่วโมงหรือรายครั้ง
เหมาะกับเจ้าของธุรกิจที่อยากขอคำปรึกษาเฉพาะเรื่อง ไม่ต้องผูกมัดระยะยาว เช่น อยากให้ช่วยดูว่าแผน ads ที่ทำอยู่ตอนนี้มันโอเคหรือเปล่า หรืออยากเข้าใจว่า SEO มันทำงานยังไงก่อนจะตัดสินใจลงทุน เรทรายชั่วโมงในตลาดไทยอยู่ที่ประมาณสองพันถึงหนึ่งหมื่นห้าพันบาทต่อชั่วโมง ฟังดูแพง แต่ถ้าเทียบกับค่าเสียเวลาที่ลองผิดลองถูกเอง มันคุ้มครับ

ผมมีลูกค้าที่เริ่มจากนัดคุยแค่สองชั่วโมง จ่ายไม่กี่พัน แล้วก็ได้คำตอบที่ตามหามาหลายเดือน เรื่องที่แกถามคือเรื่องโครงสร้าง funnel บนเว็บไซต์ ผมดูให้แล้วชี้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน แกกลับไปแก้เอง ไม่ต้องจ้างต่อ ตรงนี้คือข้อดีของรูปแบบรายชั่วโมง คุณจ่ายเท่าที่ใช้

4. แบบ performance-based หรือจ่ายตามผลลัพธ์
โมเดลนี้ที่ปรึกษาอาจคิดค่าบริการพื้นฐานต่ำ แล้วเพิ่มค่าตอบแทนตามผลลัพธ์ที่ทำได้ เช่น ถ้ายอดขายเพิ่มขึ้นเกินเป้าก็ได้โบนัส ฟังดูดีในทางทฤษฎี แต่ผมจะบอกตรงๆ ว่ารูปแบบนี้มีข้อควรระวังเยอะ เพราะผลลัพธ์ทางการตลาดมันขึ้นกับหลายปัจจัยที่ที่ปรึกษาควบคุมไม่ได้ทั้งหมด ทั้งเศรษฐกิจ ทั้งคู่แข่ง ทั้งการ execute ของทีมภายใน ผมเห็นโมเดลนี้ work ได้ดีเฉพาะกับธุรกิจที่มีข้อมูลพื้นฐานดีและมีทีมที่พร้อม ถ้าพื้นฐานยังไม่แข็ง ผมแนะนำให้เริ่มจากรูปแบบอื่นก่อนครับ

ค่าจ้างที่ปรึกษาการตลาด
ค่าจ้างที่ปรึกษาการตลาด

ปัจจัยที่ทำให้ราคาต่างกัน ในมุมที่เจ้าของธุรกิจควรรู้

นอกจากเรื่อง scope กับประสบการณ์ที่พูดไปแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้ค่าจ้างที่ปรึกษาการตลาดต่างกันอีกหลายข้อ

1. อุตสาหกรรมของลูกค้า
ธุรกิจบางอุตสาหกรรมมีความซับซ้อนสูง มีข้อจำกัดทางกฎหมายที่ต้องระวัง เช่น ธุรกิจอาหารเสริม ธุรกิจการเงิน ธุรกิจสุขภาพ ที่ปรึกษาที่มีความรู้เฉพาะทางในอุตสาหกรรมเหล่านี้จะคิดราคาสูงกว่า เพราะความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมันหาไม่ง่าย

2. จำนวนช่องทางการตลาดที่ต้องดู
ธุรกิจที่ทำแค่ Facebook Ads อย่างเดียวกับธุรกิจที่ทำทั้ง Facebook ทั้ง Google ทั้ง TikTok ทั้ง LINE OA ทั้ง SEO ทั้ง email marketing ความซับซ้อนต่างกันลิบ เวลาที่ต้องใช้ก็ต่างกัน ค่าบริการจึงต่างกันตามไปด้วย

3. ระดับความเร่งด่วน
ถ้าธุรกิจต้องการแผนภายในสองสัปดาห์เพราะจะ launch สินค้าเดือนหน้า ที่ปรึกษาต้องจัดลำดับงานใหม่ อาจต้องเลื่อนลูกค้ารายอื่น ตรงนี้ค่าบริการจะสูงขึ้นเป็นธรรมดา ผมเคยเจอลูกค้าที่ต้องการแผนการตลาดสำหรับงาน event ภายในสิบวัน ต้องทำงานทุกวันรวมเสาร์อาทิตย์ ค่าบริการก็สูงกว่าปกติเพราะ intensity ของงานมันต่างกัน

ผมแนะนำเสมอว่าถ้าวางแผนล่วงหน้าได้ ค่าจ้างที่ปรึกษาการตลาดจะถูกกว่าการมาตามแก้ทีหลัง ลูกค้ารายหนึ่งมาหาผมตอนเดือนมีนาคมบอกว่าจะ launch สินค้าใหม่เดือนเมษายน ผมต้องทำงานอัดแน่นมากภายในเวลาจำกัด ถ้าแกมาหาผมตั้งแต่เดือนมกราคม เราจะมีเวลาวางแผนอย่างละเอียดกว่า ทดสอบได้มากกว่า แล้วค่าบริการก็จะต่ำกว่าเพราะไม่ต้อง rush

4. deliverable ที่ตกลงกัน
บางที่ปรึกษาส่งแค่เอกสารแผนกลยุทธ์มาชุดหนึ่ง บางคนส่งแผนพร้อม data dashboard ที่ track ได้แบบ real-time พร้อม template สำหรับทีมใช้งานต่อ พร้อมวิดีโออธิบาย ของพวกนี้มันมีต้นทุนในการผลิต ราคาจึงต่างกัน

ราคา จ้างที่ปรึกษาการตลาด
ราคา จ้างที่ปรึกษาการตลาด

คุ้มไหมที่จะจ้างที่ปรึกษาการตลาด วิธีคิด ROI

ตรงนี้คือคำถามที่สำคัญที่สุดของบทความนี้ ผมจะตอบจากประสบการณ์จริงนะครับ

วิธีคิดง่ายที่สุดคือเทียบค่าจ้างที่ปรึกษากับเงินที่ประหยัดได้หรือรายได้ที่เพิ่มขึ้น ผมยกตัวอย่างจริง เจ้าของธุรกิจรายหนึ่งจ่ายค่าที่ปรึกษาเดือนละสี่หมื่นบาท ผมเข้าไปดูพบว่างบ ads ที่ใช้อยู่มีส่วนที่สูญเปล่าเดือนละเกือบห้าหมื่น ผมช่วยปรับโครงสร้างการใช้เงิน ตัดส่วนที่ไม่ work ออก เอางบไปเพิ่มในส่วนที่ work แค่เดือนแรกก็ประหยัดไปเกือบห้าหมื่น ค่าที่ปรึกษาสี่หมื่นกลายเป็นว่าคุ้มค่าไปตั้งแต่เดือนแรกเลยครับ เพราะเงินที่ประหยัดได้มันมากกว่าค่าจ้าง

แต่ผมต้องบอกตรงๆ ว่าไม่ใช่ทุก case จะเห็นผลเร็วแบบนี้ บาง case โดยเฉพาะที่ต้องปรับกลยุทธ์ทั้งระบบหรือสร้างช่องทาง organic ขึ้นมาใหม่ อาจต้องรอสามถึงหกเดือนกว่าจะเริ่มเห็นตัวเลขขยับ ตรงนี้ต้องอดทนครับ

ผมมี case อีกเรื่องที่อยากเล่า เป็นร้านขายเสื้อผ้าผู้ชายออนไลน์ เจ้าของจ้างผมมาเพราะยอดขายจาก Shopee เริ่มตัน ผมเสนอให้สร้างเว็บไซต์ตัวเองควบคู่แล้วใช้ SEO ดึง traffic เข้ามา สามเดือนแรกยอดจากเว็บแทบไม่มี เจ้าของเริ่มสงสัยว่าคุ้มหรือเปล่า ผมอธิบายว่า SEO มันใช้เวลา ต้องอดทน พอเดือนที่ห้ายอดจากเว็บเริ่มขยับ เดือนที่แปดเริ่มมีกำไรจากเว็บชัดเจน เพราะไม่ต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่น marketplace ถ้าคิด ROI แบบระยะยาว ค่าจ้างที่ปรึกษาการตลาดหกเดือนนั้นคืนทุนภายในปีแรกครับ

อีกวิธีคิดหนึ่งที่ผมแนะนำคือเทียบค่าจ้างที่ปรึกษากับค่าเสียโอกาส ถ้าไม่มีที่ปรึกษา คุณจะเสียเวลาลองผิดลองถูกเองกี่เดือน เสียเงินค่า ads ที่ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมายเท่าไหร่ เสียโอกาสที่คู่แข่งวิ่งนำไปเรื่อยๆ คิดแบบนี้แล้ว ค่าจ้างที่ปรึกษาการตลาดมักจะคุ้มค่ากว่าที่คิดเยอะ

ผม อาจารย์แชมป์ ธิติพล เทียมจันทร์ ในฐานะที่ปรึกษาและวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัล อีคอมเมิร์ซ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นคนที่พูดเรื่องนี้บ่อยว่าค่าจ้างที่ปรึกษาไม่ควรมองเป็นต้นทุน แต่ควรมองเป็นการลงทุน เหมือนกับที่ธุรกิจลงทุนซื้อเครื่องจักร ลงทุนจ้างพนักงาน การลงทุนกับคนที่มาช่วยคิดเรื่องทิศทางก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วขนาดนี้ การมีคนที่เข้าใจทั้งการตลาดดิจิทัลและ AI มาช่วยวางแผนตั้งแต่ต้นจะช่วยให้ธุรกิจไม่ต้องเสียเงินไปกับเทรนด์ที่ไม่เหมาะ

จ้างที่ปรึกษาการตลาด ราคา
จ้างที่ปรึกษาการตลาด ราคา

ข้อผิดพลาดเรื่องราคาที่เจ้าของธุรกิจมักทำ

ผมเจอข้อผิดพลาดเหล่านี้ซ้ำๆ อยากเล่าให้ฟังเพื่อจะได้หลีกเลี่ยง

1. เลือกที่ปรึกษาจากราคาถูกที่สุด
ผมเจอ case ที่ลูกค้าจ้างที่ปรึกษาราคาต่ำสุดในตลาด ได้แผนมาแผ่นเดียว เป็น template ที่ใช้กับทุกธุรกิจเหมือนกัน ไม่ได้ปรับให้เข้ากับ context เลย สุดท้ายเสียทั้งเงินทั้งเวลา แล้วก็ต้องจ้างที่ปรึกษาใหม่อีกรอบ จ่ายซ้ำสอง บางทีราคาถูกมันแพงที่สุดก็แล้วกัน

2. จ่ายแพงเกินไปเพราะชื่อเสียง
ตรงกันข้ามกับข้อแรก บางคนจ้างที่ปรึกษาราคาสูงเพราะชื่อเสียงอย่างเดียว โดยไม่ได้ดูว่าที่ปรึกษาคนนั้นมีประสบการณ์ตรงกับอุตสาหกรรมหรือเปล่า ที่ปรึกษาที่ดังมากอาจไม่ใช่คนที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ ถ้าเขาไม่เคยทำงานกับอุตสาหกรรมแบบเดียวกัน ผมเคยเห็น case ที่เจ้าของธุรกิจจ่ายค่าที่ปรึกษาหลักแสนต่อเดือน ได้คำแนะนำที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงของอุตสาหกรรม เพราะที่ปรึกษาไม่เข้าใจ context เฉพาะ

3. ไม่ถามเรื่อง scope ให้ชัดก่อนตกลง
ผมแนะนำเสมอว่าก่อนเซ็นสัญญาให้ถาม deliverable ให้ชัดว่าจะได้อะไรบ้าง จะมีการประชุมกี่ครั้ง จะดูข้อมูลอะไร จะส่งรายงานแบบไหน ระยะเวลาเท่าไหร่ ถ้าที่ปรึกษาตอบไม่ได้ชัดเจน ก็ควรระวัง ที่ปรึกษาที่ดีจะอธิบายได้ว่าค่าบริการแต่ละบาทมันจ่ายไปกับอะไร

ผมเคยเจอ case ที่น่าเศร้า เจ้าของธุรกิจจ้างที่ปรึกษาการตลาดรายหนึ่งด้วยราคาที่สูงพอสมควร แต่ไม่ได้ถาม scope ให้ชัด พอผ่านไปสองเดือน ที่ปรึกษาส่งมาแค่ PowerPoint สิบหน้าเป็นข้อมูลทั่วไปที่ค้นจากอินเทอร์เน็ตก็ได้ ไม่มี data เฉพาะของธุรกิจ ไม่มี action plan ที่ลงมือทำได้จริง เจ้าของรู้สึกถูกหลอกแล้วก็เสียความเชื่อมั่นกับวงการที่ปรึกษาทั้งหมด ซึ่งมันน่าเสียดายครับ เพราะที่ปรึกษาที่ทำงานจริงมีเยอะ ปัญหาคือไม่ได้ถาม scope ตั้งแต่แรก

4. เปรียบเทียบค่าจ้างที่ปรึกษาการตลาดกับค่าจ้างพนักงาน
หลายคนคิดว่าจ้างพนักงานการตลาดเงินเดือนสามหมื่นคุ้มกว่าจ้างที่ปรึกษาเดือนละหกหมื่น แต่ไม่ได้คิดว่าพนักงานใหม่ต้องเรียนรู้งานกี่เดือน ต้องฝึก ต้องมี learning curve ต้องมีคนสอนซึ่งก็ต้องเสียเวลาคนอื่นในทีมอีก ในขณะที่ที่ปรึกษาเข้ามาพร้อมประสบการณ์ พร้อม framework ที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว เริ่มให้คำแนะนำได้ตั้งแต่วันแรก ผมไม่ได้บอกว่าไม่ต้องจ้างพนักงาน แต่บอกว่าสองอย่างนี้ทำหน้าที่คนละอย่าง เปรียบเทียบตรงๆ ไม่ได้ครับ จริงๆ แล้วที่ปรึกษาที่ดีจะช่วยให้ระบบแข็งแรงพอที่พนักงานจะทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยซ้ำ

5. คิดว่า AI จะทำแทนที่ปรึกษาได้ทั้งหมด
ผมเจอเจ้าของธุรกิจที่บอกว่า “ผมใช้ ChatGPT วางแผนการตลาดเองแล้ว ไม่ต้องจ้างที่ปรึกษาแล้ว” ผมเข้าใจนะครับ AI มันช่วยได้เยอะจริงๆ ผมเองก็ใช้ AI เป็นเครื่องมือในการทำงานทุกวัน แต่ AI ไม่ได้รู้จัก context เฉพาะของธุรกิจคุณ ไม่ได้รู้ว่าทีมคุณทำอะไรได้ไม่ได้ ไม่ได้รู้ว่าคู่แข่งในตลาดของคุณเป็นใคร AI ให้ framework ได้ แต่การปรับ framework ให้เข้ากับสถานการณ์จริง ต้องอาศัยคนที่มีประสบการณ์ครับ

ค่าจ้างที่ปรึกษาการตลาด ราคา
ค่าจ้างที่ปรึกษาการตลาด ราคา

เรทราคาที่ปรึกษาการตลาดในไทยปี 2569 แบบเห็นภาพ

ผมจะสรุปตัวเลขที่ผมเห็นในตลาดจริงๆ ให้พอเห็นภาพ ตัวเลขนี้ไม่ใช่ราคาตายตัว แต่เป็นช่วงราคาที่พบได้ทั่วไปในตลาดไทย

รายชั่วโมง ที่ปรึกษาระดับเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณสองพันถึงห้าพัน ระดับกลางอยู่ที่ห้าพันถึงหมื่น ระดับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางอยู่ที่หมื่นถึงหมื่นห้าพันบาทต่อชั่วโมง

รายเดือนแบบ retainer ระดับเริ่มต้นอยู่ที่สองหมื่นถึงสี่หมื่น ระดับกลางอยู่ที่สี่หมื่นถึงแปดหมื่น ระดับสูงอยู่ที่แปดหมื่นถึงหนึ่งแสนห้าหมื่นบาทต่อเดือน

รายโปรเจกต์ตั้งแต่สามหมื่นถึงสามแสนบาท ขึ้นอยู่กับ scope ผมย้ำอีกครั้งว่าตัวเลขเหล่านี้เป็นช่วงที่เห็นบ่อย ไม่ใช่ราคากลาง ที่ปรึกษาบางคนอาจคิดมากกว่าหรือน้อยกว่านี้ได้ สิ่งสำคัญคืออย่าดูแค่ตัวเลข ให้ดู scope ดู deliverable ดู track record ประกอบกันครับ

ทิ้งท้ายจากมุมของคนที่อยู่ฝั่งที่ปรึกษา

ผมเขียนเรื่องนี้เพราะอยากให้เจ้าของธุรกิจมีข้อมูลมากพอที่จะตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ ไม่ต้องรู้สึกว่ากำลังถูกหลอก ไม่ต้องกลัวว่าจะจ่ายแพงเกินไป

สิ่งที่ผมอยากฝากคือ ก่อนจ้างที่ปรึกษาการตลาดให้ถามตัวเองว่าต้องการอะไรจริงๆ ถ้าต้องการคนมาช่วยคิดทิศทาง ที่ปรึกษาคือคำตอบ ถ้าต้องการคนมาลงมือทำ เอเจนซี่คือคำตอบ ถ้าต้องการทั้งสองอย่าง ก็จ้างทั้งสอง แต่อย่าคาดหวังให้คนทำงานอย่างเดียวทำได้ทุกอย่าง

อีกเรื่องที่ผมเรียนรู้จากการอยู่ในวงการนี้มาหลายปีคือ ที่ปรึกษาที่ดีจะไม่พยายามให้ลูกค้าต้องพึ่งพาตัวเองตลอดไป ที่ปรึกษาที่ดีจะถ่ายทอดวิธีคิดให้ทีมภายใน ค่อยๆ ส่งต่อความรู้ จนกว่าทีมจะแข็งแรงพอที่จะเดินต่อเองได้ ผมเคยมีลูกค้าที่ถามว่า “อาจารย์ไม่กลัวเหรอว่าถ้าสอนทีมผมหมดแล้ว ผมจะไม่จ้างต่อ” ผมตอบว่า “นั่นแหละคือเป้าหมายครับ ถ้าทีมคุณแข็งแรงแล้วไม่ต้องจ้างต่อ แปลว่าผมทำงานสำเร็จ”

 

ค่าจ้าง ที่ปรึกษาการตลาด ราคา
ค่าจ้าง ที่ปรึกษาการตลาด ราคา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *