ที่ปรึกษาการตลาด คืออะไร ทำอะไรบ้าง และ ธุรกิจควรจ้างตอนไหน ?!

ที่ปรึกษาการตลาด คืออะไร ทำอะไรบ้าง และ ธุรกิจควรจ้างตอนไหน ?!

ที่ปรึกษาการตลาด

ผมนั่งอยู่ในห้องประชุมเล็กๆ แถวสาทร ตอนนั้นประมาณปลายปี 2561 เจ้าของธุรกิจ ท่านหนึ่งถามผมว่า ที่ปรึกษาการตลาด มันต่างจากเอเจนซี่ยังไง จ่ายเงินแล้วได้อะไรกลับมา ผมจำได้ว่าตอนนั้นมีคำพูดมากมายแต่ความหมายนิดเดียว ซึ่งจริงๆแล้วมันแค่ ที่ปรึกษาการตลาด คือ คนที่เข้ามาช่วยคิด วิเคราะห์ และวางแผนกลยุทธ์การตลาดให้กับธุรกิจ โดยไม่ได้ลงมือทำแทนทุกอย่าง แต่ทำให้เจ้าของกิจการมองเห็นภาพรวมและตัดสินใจได้ดีขึ้น ผมใช้เวลาหลายปีถึงจะเข้าใจว่าประโยคนี้สำคัญกว่าที่คิด

หลายคนยังสับสนระหว่างที่ปรึกษาการตลาดกับเอเจนซี่ ผมเองก็เคยสับสนเหมือนกันตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ เอเจนซี่รับบรีฟมาแล้วลงมือทำ ไม่ว่าจะเป็นยิงแอด ทำคอนเทนต์ หรือจัดอีเวนต์ แต่ที่ปรึกษาการตลาดทำหน้าที่คนละขั้นตอน คือ เข้ามาวินิจฉัยปัญหาทั้งระบบก่อน เหมือนหมอที่ต้องตรวจอาการก่อนจะสั่งยา เอาจริงๆ บางทีที่ปรึกษาก็ทำงานร่วมกับเอเจนซี่ด้วยซ้ำ โดยที่ปรึกษาเป็นคนวางแผนกลยุทธ์การตลาดแล้วส่งต่อให้เอเจนซี่ไปลงมือปฏิบัติ ตรงนี้แหละที่คนมักมองข้าม

ที่ปรึกษาการตลาดต่างจากที่ปรึกษาธุรกิจทั่วไปตรงที่โฟกัสลงลึกเรื่องการสร้างลูกค้าและรายได้ผ่านช่องทางการสื่อสาร ที่ปรึกษาธุรกิจ อาจดูภาพกว้างกว่า ตั้งแต่โครงสร้างองค์กร การเงิน ไปจนถึง operation

แต่ ที่ปรึกษาการตลาด จะเจาะลึกว่าธุรกิจจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างไร จะสื่อสารยังไง และจะวัดผลตรงไหนถึงจะรู้ว่าเงินที่จ่ายไปมันคุ้มค่า

ที่ปรึกษา การตลาด คือ
ที่ปรึกษา การตลาด คือ

ผมเคยนั่งคุยกับที่ปรึกษาธุรกิจท่านหนึ่ง แกบอกว่าลูกค้าหลายรายปัญหาไม่ได้อยู่ที่ระบบภายใน แต่อยู่ที่การตลาดที่ไม่เคยถูก audit อย่างจริงจัง ตรงนั้นแหละที่ที่ปรึกษาการตลาดเข้ามาเติมเต็ม

ที่ปรึกษาการตลาดทำอะไรบ้าง

ถ้าจะตอบให้ครบ ผมแบ่งจากประสบการณ์ตัวเองได้เป็นหลายส่วนนะครับ

1. การวิเคราะห์สถานการณ์ตลาดและคู่แข่ง
ผมมักเริ่มจากการดูข้อมูลทั้งหมดที่ธุรกิจมีอยู่ ทั้ง Google Analytics ทั้ง Search Console ทั้งยอดขายย้อนหลัง จากนั้นก็ไปดูคู่แข่งว่าเขาทำอะไรกันอยู่ สื่อสารแบบไหน ใช้ช่องทางอะไรเป็นหลัก ขั้นตอนนี้ฟังดูธรรมดา แต่ผมเจอบ่อยว่าเจ้าของธุรกิจหลายคนไม่เคยนั่งดูข้อมูลพวกนี้อย่างเป็นระบบเลย หรือไม่แม่แต่จะมีคนในบริษัทเข้าใจข้อมูลพวกนี้แม้แต่คนเดียว บางคนยิงแอดมาสามปีแต่ไม่เคยเปิด dashboard ดูสักครั้ง ตรงนี้ที่ปรึกษาการตลาดดิจิทัลจะเข้ามาจัดระเบียบและอ่านข้อมูลให้เห็นภาพชัด

2. การวางแผนกลยุทธ์การตลาด
จริงๆแล้ว ส่วนนี้คือหัวใจของงานที่ปรึกษาเลยครับ หลังจากเข้าใจสถานการณ์แล้ว ก็ต้องมานั่งคิดว่าธุรกิจนี้ควรไปทางไหน ใช้งบเท่าไหร่ ลงช่องทางอะไร พูดกับใคร พูดยังไง ผมเคยทำแผนให้ร้านอาหารเล็กๆ แถวเอกมัยที่ไม่เคยทำการตลาดออนไลน์เลย ตอนนั้นผมวางแผนแค่สามเดือนแรก เน้น Google Business Profile กับ content สั้นๆ บน TikTok ไม่ได้ใช้งบเยอะ แต่พอมีกลยุทธ์ที่ชัดเจน ยอดลูกค้าเข้าร้านจากช่องทางออนไลน์ขยับขึ้นมาประมาณยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ภายในเก้าสิบวัน ไม่ได้หวือหวา แต่สำหรับร้านที่ไม่เคยทำอะไรเลยมันถือว่าเปลี่ยนเกมพอสมควร

3. การติดตามผล
ผมพบว่างานที่ปรึกษาไม่ได้จบแค่ส่งแผนแล้วหายไป ที่ปรึกษาที่ดีต้องกลับมาดูผลลัพธ์ ต้องนั่งคุยกับทีมงานของลูกค้า ต้องปรับแผนเมื่อตัวเลขไม่เป็นไปตามคาด ตรงนี้ผมเคยทำผิดพลาดเองเมื่อหลายปีก่อน คือส่งแผนให้ลูกค้าแล้วก็ปล่อย พอกลับไปดูอีกทีปรากฏว่าทีมงานตีความแผนไปคนละทิศ ผมเรียนรู้จากตรงนั้นว่าการวางแผนกลยุทธ์การตลาดไม่มีความหมายเลยถ้าไม่มีคนคอยประกบตอนเอาไปลงมือทำ

4. การฝึกอบรมทีมงานภายใน
ซึ่งหลายคนอาจไม่คิดถึง ที่ปรึกษาการตลาดดิจิทัลบางคนเข้ามาสอนทีมของลูกค้าให้สามารถทำงานต่อได้เอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง SEO เรื่อง performance ads หรือเรื่อง data analytics ผมเองก็ทำตรงนี้อยู่บ่อยๆ เพราะถ้าทีมเข้าใจพื้นฐาน การทำงานร่วมกันจะง่ายขึ้นมาก ไม่ต้องอธิบายศัพท์ทุกคำตั้งแต่ต้น

5. การช่วยธุรกิจ transform ระบบการตลาดทั้งหมด
คือ ไม่ใช่แค่ปรับแคมเปญ แต่เป็นการรื้อโครงสร้างตั้งแต่ funnel จนถึง CRM จนถึง after-sales ผมเจอลูกค้าเป็นบริษัทขายวัสดุก่อสร้างที่มีหน้าร้านมาสามสิบปีแต่ยอด walk-in ลดลงเรื่อยๆ ผมต้องช่วยวางระบบใหม่ตั้งแต่เว็บไซต์ ไปจนถึง LINE OA ไปจนถึงวิธีที่พนักงานตอบแชท มันไม่ใช่แค่แผนการตลาด แต่เป็น business model adjustment ที่ใช้การตลาดเป็นตัวขับเคลื่อน 

ธุรกิจควรจ้างที่ปรึกษาการตลาดตอนไหน

คำถามนี้ผมได้ยินบ่อยที่สุดในรอบสิบปีที่ผ่านมา คำตอบของผมคือมีอยู่ไม่กี่สถานการณ์ที่ชัดเจนมากว่าถึงเวลาต้องจ้างที่ปรึกษา

1. เมื่อธุรกิจลงเงินกับการตลาดไปแล้วแต่ไม่เห็นผล
เคสแบบนี้เยอะมาก เจ้าของธุรกิจจ่ายค่า ads เดือนละหลายหมื่นหรือหลายแสน แต่ไม่รู้ว่ามันกลับมาเป็นยอดขายเท่าไหร่ ตรงนี้ถ้ามีที่ปรึกษาการตลาดเข้ามาช่วย audit ทั้งระบบ จะประหยัดเงินได้เยอะกว่าปล่อยให้มันรั่วไปเรื่อยๆ

2. เปิดตัวสินค้าใหม่หรือขยายตลาด
ผมเคยทำงานกับบริษัทที่จะ launch ผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าตลาด CLMV ทีมของเขาเก่ง offline แต่ไม่มีประสบการณ์ digital ลูกค้าพูดเองเลยว่า การจ้างที่ปรึกษาการตลาดดิจิทัลเข้ามาช่วยวางแผนตอนนั้นทำให้ลดความเสี่ยงได้เยอะ ไม่ต้องลองผิดลองถูกด้วยงบจริง

3. เมื่อทีมการตลาดภายในมีคนน้อยเกินไปหรือ skill ยังไม่ครอบคลุม
เอสเอ็มอีหลายแห่งที่มีคนดูแลการตลาดแค่คนเดียว คนนั้นต้องทำทุกอย่างตั้งแต่ยิงแอดจนถึงถ่ายรูปสินค้า ในสถานการณ์แบบนี้ที่ปรึกษาเข้ามาช่วยจัดลำดับความสำคัญ ช่วยตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออก แล้วโฟกัสแค่สิ่งที่จะสร้างผลลัพธ์จริงๆ

4.เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วจนทีมภายในตามไม่ทัน
ช่วงสองสามปีที่ผ่านมา AI เข้ามามีบทบาทในการตลาดดิจิทัลอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ generative AI สำหรับสร้างคอนเทนต์ ไปจนถึง AI สำหรับวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค ธุรกิจที่ไม่มีคนข้างในที่เข้าใจเรื่องนี้อาจต้องพึ่งที่ปรึกษาที่มีความรู้ด้าน AI โดยเฉพาะ

5. เมื่อธุรกิจ offline อยากขยายเข้าสู่ช่องทางออนไลน์หรือเริ่มทำอีคอมเมิร์ซ
มันไม่ใช่แค่สร้างเว็บแล้วก็ขาย มันมีเรื่อง marketplace strategy เรื่อง fulfillment เรื่อง customer journey ที่ต่างจาก offline อย่างสิ้นเชิง ตรงนี้ลูกค้าก็มาบอกกับผมเองเลยว่า การมีที่ปรึกษาที่เข้าใจทั้งการตลาดและอีคอมเมิร์ซคอยช่วยตั้งแต่เริ่มประหยัดทั้งเงินและเวลาได้มหาศาล

ที่ ปรึก ษา การ ตลาด คือ
ที่ ปรึก ษา การ ตลาด คือ

ค่าใช้จ่ายในการจ้างที่ปรึกษาการตลาดเป็นอย่างไร

เรื่องนี้ผมรู้ว่าหลายคนอยากรู้แต่ไม่กล้าถาม ผมจะเล่าตรงๆ เลยนะครับ ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ตั้งแต่ขอบเขตงาน ประสบการณ์ของที่ปรึกษา ไปจนถึงขนาดธุรกิจ

รูปแบบที่พบบ่อยในไทยมีอยู่ 3 แบบ

1. รายโปรเจกต์
เหมาะกับงานที่มี scope ชัดเจน เช่น audit ระบบการตลาดทั้งหมดแล้วส่งแผนมาหนึ่งชุด หรือวางแผนกลยุทธ์การตลาดออนไลน์สำหรับ launch สินค้าใหม่ ค่าใช้จ่ายแบบนี้อาจเริ่มตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนขึ้นอยู่กับความซับซ้อน

2. รายเดือน
เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการให้ที่ปรึกษาประกบทีมอย่างต่อเนื่อง มีการประชุมทุกสัปดาห์หรือทุกสองสัปดาห์ ดูตัวเลข ปรับแผน ผมทำงานแบบนี้กับลูกค้าหลายราย บางรายอยู่ด้วยกันเป็นปี เพราะการตลาดมันไม่ใช่สิ่งที่ทำครั้งเดียวแล้วจบ

3. รายชั่วโมงหรือรายครั้ง
เหมาะกับเจ้าของธุรกิจที่อยากขอคำปรึกษาเฉพาะเรื่อง เช่น ยิง ads แล้วไม่เห็นผลอยากให้ช่วยดู หรืออยากเข้าใจว่า SEO มันทำงานยังไงก่อนตัดสินใจลงทุน ผมมีลูกค้าที่เริ่มจากนัดคุยแค่สองชั่วโมงแล้วก็ได้คำตอบที่ตามหามาหลายเดือน บางทีแค่มีคนมืออาชีพช่วยชี้ทิศทางก็พอแล้วครับ

สิ่งที่ผมอยากเตือน คือ อย่าเลือกที่ปรึกษาจากราคาถูกที่สุด ผมเคยเจอกรณีที่ลูกค้าจ้างที่ปรึกษาราคาไม่แพงจากเว็บไซต์ ฟรีแลนซ์ชื่อดังในไทย  ได้แผนมาแผ่นเดียวเป็น template ที่ใช้กับทุกธุรกิจเหมือนกัน ไม่ได้ปรับให้เข้ากับ context ของเขาเลย สุดท้ายเสียทั้งเงินทั้งเวลาแล้วต้องหาที่ปรึกษาใหม่ ROI การตลาดที่ได้กลับมาเป็นศูนย์ บางทีการจ่ายราคาถูกมันแพงที่สุดแล้ว

ที่ปรึกษาการตลาดกับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

ผมอยากแยกเรื่องนี้ออกมาพูดโดยเฉพาะ เพราะธุรกิจอีคอมเมิร์ซมันมีความต้องการที่ต่างจากธุรกิจทั่วไปอยู่หลายจุด เจ้าของร้านออนไลน์หลายคนคิดว่าแค่ลงสินค้าบน Shopee หรือ Lazada แล้วยิงแอดก็จบ พอเอาเข้าจริงมันไม่จบแค่นั้น

ปัญหาที่ผมเจอบ่อยที่สุดกับธุรกิจอีคอมเมิร์ซคือเรื่อง margin ผมเคยนั่งดูตัวเลขกับเจ้าของร้านคนหนึ่ง ขายดีมากยอดเดือนละเป็นล้าน แต่พอหักค่าแอด ค่าคอมมิชชั่น marketplace ค่าจัดส่ง เหลือกำไรนิดเดียว บางเดือนถึงขนาดเข้าเนื้อ ตรงนี้ที่ปรึกษาการตลาดที่เข้าใจอีคอมเมิร์ซจะช่วยจัดสมดุลระหว่างยอดขายกับกำไรได้

อีกเรื่องหนึ่งคือ customer retention บน marketplace ลูกค้าส่วนใหญ่จำร้านไม่ได้ เขาจำแค่แพลตฟอร์ม ที่ปรึกษาที่เข้าใจตรงนี้จะช่วยวางแผนให้ธุรกิจสร้าง own channel ขึ้นมาควบคู่ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ของตัวเอง LINE OA หรือ community บน Facebook ผมเรียกมันว่ากลยุทธ์ “ลูกค้าของเรา ไม่ใช่ลูกค้าของแพลตฟอร์ม” ซึ่งเป็นหัวใจของการทำกลยุทธ์การตลาดออนไลน์สำหรับ e-commerce ที่ยั่งยืน

เคสหนึ่งที่ผมจำได้แม่นเลย คือ แบรนด์เสื้อผ้าไทย (จริงๆพูดชื่อแบรนด์ปุ๊บ ไม่มีใครไม่รู้จักแน่นอน) ขายบน Shopee อย่างเดียวมาสี่ปี ยอดดีแต่กำไรบาง ผมเข้าไปช่วยวางแผนให้สร้างเว็บไซต์ของตัวเอง ใช้ SEO ดึง traffic แบบ organic แล้วใช้ LINE OA ดูแลลูกค้าเก่า ปีแรกยอดจากเว็บยังน้อย แต่ margin ต่างกันลิบเพราะไม่ต้องจ่ายคอมมิชชั่น ตอนนี้ยอดจากเว็บตัวเองของเขาเริ่มแซง marketplace ไปแล้ว

ข้อผิดพลาดที่ธุรกิจมักทำเมื่อทำงานกับที่ปรึกษาการตลาด

ตรงนี้ผมอยากพูดตรงๆ เลยนะครับ เพราะผมเห็นข้อผิดพลาดเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

1. จ้างที่ปรึกษาแล้วไม่ให้ข้อมูล
ฟังดูแปลกแต่เจอบ่อย บางบริษัทกลัวเรื่อง confidential มากจนไม่ยอมเปิดตัวเลขยอดขาย ไม่ยอมให้เข้าถึงข้อมูลอะไรเลย (หรือจริงๆแล้วไม่ได้เก็บหรือไม่มีก็ไม่รู้) ไม่ยอมบอกงบการตลาดจริง มันเหมือนไปหาหมอแล้วไม่ยอมบอกอาการ ผมเจอแบบนี้ก็บอกตรงๆ ว่าถ้าไม่ไว้ใจในระดับที่จะเปิดข้อมูลพื้นฐานได้ อาจยังไม่ถึงเวลาที่จะจ้างที่ปรึกษาครับ

2. คาดหวังผลลัพธ์ทันที
การวางแผนกลยุทธ์การตลาดที่ดีมันต้องใช้เวลาเห็นผล โดยเฉพาะกลยุทธ์ที่เน้นความยั่งยืนอย่าง SEO หรือ content marketing อาจต้องรอสามถึงหกเดือนกว่าจะเห็นตัวเลขขยับ ผมเคยมีลูกค้าที่ยกเลิกสัญญาหลังเดือนแรกเพราะยอดยังไม่ขึ้น แล้วก็กลับมาอีกทีหลังจากลองทำเองแล้วเข้าใจว่าการตลาดดิจิทัลมันไม่ได้ปุ๊บปั๊บ

3. จ้างที่ปรึกษาแล้วไม่ทำตามแผน
อันนี้เจ็บปวดที่สุดสำหรับฝั่งที่ปรึกษา ผมเคยทุ่มเทวางแผนให้ละเอียด จัด workshop ให้ทีม ทำ roadmap ทุกเดือน แต่พอผ่านไปสองเดือน ลูกค้าเปลี่ยนทิศทางไปทำตามที่คนอื่นแนะนำโดยไม่ได้คุยกับผมก่อน ผมเรียนรู้ว่าต้อง set expectations ตั้งแต่ต้น ว่าแผนจะ work ได้ต้องทำครบตาม process

4. เปรียบเทียบที่ปรึกษาจากราคาอย่างเดียว
ที่ปรึกษาคนหนึ่งเสนอราคาสูงกว่าเพราะรวม workshop สี่ครั้ง monthly review และ data dashboard ให้ด้วย อีกคนเสนอราคาต่ำกว่าเพราะส่งแค่เอกสารแผนมาชุดเดียว ถ้าเทียบแค่ตัวเลขหน้าปกมันไม่ยุติธรรม ผมแนะนำว่าให้ถาม scope ให้ชัด ดู deliverable ว่ามีอะไร แล้วค่อยเทียบ

ที่ ปรึก ษา การ ตลาด
ที่ ปรึก ษา การ ตลาด

AI กับบทบาทของที่ปรึกษาการตลาดในยุคปัจจุบัน

ผมต้องพูดถึงเรื่องนี้ให้ชัดเพราะมันเปลี่ยนวิธีทำงานของที่ปรึกษาการตลาดไปมาก ตั้งแต่ generative AI อย่าง ChatGPT เข้ามา หลายคนตั้งคำถามว่ายังจำเป็นต้องจ้างที่ปรึกษาอีกหรือเปล่า ในเมื่อ AI ก็ให้คำแนะนำเรื่องการตลาดได้

คำตอบ (จากประสบการณ์ผม) คือ AI ทำให้งานที่ปรึกษาเปลี่ยนรูปแบบ แต่ไม่ได้ทำให้หายไป ที่ปรึกษาที่ดีในยุคนี้ต้องเป็นคนที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือเสริม ไม่ใช่คนที่แข่งกับ AI ผมเองใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล ช่วยดู trend ช่วยสร้าง content draft แต่การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ การอ่าน context ของธุรกิจ การเข้าใจว่าเจ้าของธุรกิจกังวลอะไรจริงๆ ตรงนี้ AI ยังทำแทนคนไม่ได้ครับ

เรื่องนี้ผมเห็นตัวอย่างชัด ลูกค้ารายหนึ่งลองใช้ ChatGPT วางแผนการตลาดเอง ได้แผนออกมาสวยอ่านเข้าใจง่าย แต่พอจะลงมือทำจริงปรากฏว่าแผนนั้นไม่ได้คำนึงถึงงบที่มี ไม่ได้คำนึงถึงจำนวนคนในทีม และไม่ได้ดูข้อจำกัดของอุตสาหกรรมที่เขาอยู่ ตรงนี้แหละที่มนุษย์ยังจำเป็น เพราะที่ปรึกษาจะถามว่า “งบเท่าไหร่” “ทีมมีกี่คน” “สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในธุรกิจคุณคืออะไร” ก่อนจะเขียนแผนแม้แต่บรรทัดเดียว

ผม อาจารย์แชมป์ ธิติพล เทียมจันทร์ คือ ที่ปรึกษาและวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัล อีคอมเมิร์ซ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นหนึ่งในคนที่พูดเรื่องการนำ AI มาใช้ในงานการตลาดตั้งแต่ช่วงแรกๆ โดยผมเห็นว่าที่ปรึกษาที่เข้าใจทั้งการตลาดและ AI จะมีคุณค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะธุรกิจส่วนใหญ่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นใช้ AI ในงานการตลาดอย่างไร

วิธีเลือกที่ปรึกษาการตลาดให้ตรงจุด

ผมขอแชร์จากมุมของคนที่เป็นทั้งฝั่งที่ปรึกษาและเคยจ้างที่ปรึกษาคนอื่นเข้ามาช่วยงานเหมือนกัน

1. ประสบการณ์ที่ตรงกับอุตสาหกรรม
ที่ปรึกษาที่เคยทำงานกับธุรกิจแบบเดียวกับเราจะเข้าใจ pain point ได้เร็วกว่ามาก ไม่ต้องเสียเวลาอธิบายตั้งแต่ศูนย์

2. ที่ปรึกษาคนนั้นอัปเดตความรู้หรือเปล่า
โลกการตลาดเปลี่ยนเร็ว คนที่ยังใช้กลยุทธ์แบบเดิมจากเมื่อห้าปีก่อนอาจไม่ใช่คำตอบสำหรับวันนี้ ผมเองพยายามเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ตลอด โดยเฉพาะเรื่อง AI กับ Semantic SEO ซึ่งเป็นสิ่งที่เปลี่ยนวิธีการทำ content marketing ไปอย่างมากในช่วงหลัง

3. ที่ปรึกษาเคยเป็นวิทยากรหรือเคยถ่ายทอดความรู้ในวงกว้างหรือเปล่า
ผมบอกตรงๆ ว่าตรงนี้ไม่ใช่เงื่อนไขจำเป็นเสมอไป แต่คนที่เคยสอนมักจะมีวิธีสื่อสารที่ทำให้เจ้าของธุรกิจเข้าใจได้ง่ายกว่า และสามารถถ่ายทอดวิธีคิดให้ทีมงานภายในได้ด้วย

4. ที่ปรึกษามีวิธีวัดผลชัดเจนหรือเปล่า
ถ้าที่ปรึกษาคนไหนบอกว่าจะช่วยเรื่องการตลาดแต่ตอบไม่ได้ว่าจะวัด ROI การตลาดยังไง ต้องระวัง ที่ปรึกษาที่ดีต้องกำหนด KPI ชัดตั้งแต่ต้น แล้วกลับมาดูตัวเลขด้วยกันเป็นประจำ

สิ่งสุดท้ายที่ผมอยากบอก การเลือกที่ปรึกษาการตลาดซักคน คือ อย่าดูแค่ portfolio ให้ถามที่ปรึกษาว่าเคยเจอ case ที่ล้มเหลวหรือเปล่า คนที่กล้าเล่า case ที่ไม่สำเร็จมักจะเรียนรู้จากมันแล้วจริงๆ ผมเคยเจอที่ปรึกษาที่ portfolio สวยแต่ถามลึกๆ แล้วตอบไม่ได้ ในขณะที่บางคนพูดคุยแล้วรู้สึกว่าเข้าใจปัญหาของเราแบบลึกซึ้ง

สิ่งที่ผมเรียนรู้จากงานการเป็นที่ปรึกษาการตลาดมาหลายปี

สิ่งที่เรียนรู้ คือ การจ้างที่ปรึกษาการตลาดไม่ใช่การยอมแพ้ แต่เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ เจ้าของธุรกิจหลายคนรู้สึกว่าถ้าต้องจ้างคนนอกมาช่วยคิดแปลว่าตัวเองไม่เก่งพอ ผมเข้าใจความรู้สึกนี้ดี แต่พอเอาเข้าจริงมันก็เหมือนกับที่บริษัทใหญ่ๆ ยังต้องจ้าง McKinsey หรือ BCG เข้ามาช่วยคิดเรื่อง strategy ทั้งที่ผู้บริหารของเขาก็เก่งมากอยู่แล้ว มันไม่ใช่เรื่องของเก่งไม่เก่ง แต่เป็นเรื่องของมุมมองที่ต่างออกไป

ที่ปรึกษาไม่ได้มาแทนทีมภายใน แต่มาเสริมจุดที่ยังขาด ถ้าทีมถนัด creative แต่ไม่ถนัด data ที่ปรึกษาก็เข้ามาช่วยเรื่อง data มันเป็นการแบ่งงานที่ make sense ไม่ใช่การแย่งงาน

ทุกวันนี้ผมยังคงเจอคำถามว่า ควรจ้างที่ปรึกษาการตลาดตอนไหนดี คำตอบของผมเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนเล็กน้อย ตอนนี้ผมมักจะตอบว่า ถ้าคุณเริ่มรู้สึกว่ากำลังใช้เงินไปกับการตลาดโดยไม่มั่นใจว่ามันคุ้มหรือเปล่า หรือ รู้สึกว่าโลกดิจิทัลมันวิ่งเร็วเกินจนตามไม่ทัน ตอนนั้นแหละคือเวลาที่ควรคุยกับที่ปรึกษาซักคนครับ ไม่จำเป็นต้องรอจนทุกอย่างพังก่อน ยิ่งเรียกเร็ว ยิ่งแก้ได้ก่อนเสียหายเยอะ

ผมเชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของธุรกิจกับที่ปรึกษาการตลาดที่ดี มันคล้ายกับนักกีฬากับโค้ช นักกีฬาเก่งขนาดไหนก็ยังต้องมีโค้ช ไม่ใช่เพราะโค้ชเก่งกว่า แต่เพราะโค้ชมองเห็นในมุมที่นักกีฬามองตัวเองไม่เห็น เราไม่ได้รู้ดีกว่าเจ้าของธุรกิจเรื่องธุรกิจของเขา แต่เรามองเห็นจุดบอดที่เขาอยู่ใกล้เกินไปจนมองไม่ออก

ดังนั้นสิ่งที่ทำให้ที่ปรึกษาการตลาดดิจิทัลมีคุณค่าจริงๆ ไม่ใช่แค่ความรู้ แต่เป็นความสามารถในการถามคำถามที่เจ้าของธุรกิจไม่ได้ถามตัวเอง บางทีคำถามที่ดีหนึ่งคำถามมันมีค่ามากกว่าคำตอบสิบข้อ 

ที่ปรึกษาการตลาด คือ
ที่ปรึกษาการตลาด คือ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *